โรงงานผลิตข้าวสาร

จังหวัดสมุทรปราการ 

เนื่องจากข้าวเป็นอาหารหลักของคนไทย และประชากรไทยมากกว่าร้อยละ 80 บริโภคข้าวเพื่อยังชีพถึงประมาณคนละ 144 กิโลกรัมต่อปี ตลาดข้าวภายในประเทศจึงมีความสำคัญเป็นอย่างสูง พฤติกรรมในการบริโภคของคนไทยก็มีการเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย จากเดิมข้าวซึ่งเป็นสินค้าที่ไม่มีความแตกต่าง ซึ่งมีขายทั่วไปในรูปแบบต่าง ๆ ตามความต้องการของผู้บริโภค        ในส่วนของข้าวถุงแบ่งเป็นข้าว 2 กลุ่มใหญ่ คือ ข้าวหอมมะลิ และข้าวธรรมดา โดยทุกบริษัทผู้ผลิตจะต้องมีข้าวหอมมะลิบรรจุถุง เนื่องจากเป็นที่นิยมของคนไทย ส่วนข้าวขาวธรรมดายังแยกได้เป็นหลายชื่อตามแต่บริษัทผู้ผลิตจะตั้งขึ้น เช่น ข้าวเสาไห้ ข้าวรวงแก้ว ข้าว 5% ข้าวขาวตาแห้ง เป็นต้น ผลิตภัณฑ์ข้าวบรรจุถุงแบ่งเป็นขนาดบรรจุ 2, 5 และ 10 กิโลกรัม โดยขนาดที่นิยมมากที่สุดคือ ขนาดบรรจุ 5 กิโลกรัม ซึ่งมีส่วนครองตลาดข้าวบรรจุถุงทั้งหมดประมาณร้อยละ 95 ทั้งนี้ เนื่องจากมีความเหมาะสมกับขนาดของครอบครัวคนไทยในปัจจุบันซึ่งมีขนาดเล็กลง โดยเฉลี่ยครอบครัวละ 3-5 คน ซึ่งประมาณว่าจะบริโภคข้าวบรรจุถุงขนาด 5 กิโลกรัมหมดภายใน 1-2 สัปดาห์                 ปัจจุบันตลาดข้าวบรรจุถุงทวีการแข่งขันมากขึ้น เนื่องจากการเติบโตของตลาดข้าวบรรจุถุงโดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ ซึ่งพบว่าส่วนแบ่งตลาดของผลิตภัณฑ์ข้าวบรรจุถุงมีประมาณร้อยละ 43 นอกนั้นเป็นข้าวชนิดตวงอื่น ๆ จากการประมาณตัวเลขการบริโภคข้าวบรรจุถุงทั่วประเทศคิดเป็น 800,000 ตันต่อปี หรือมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 10 ของการบริโภคข้าว ทำให้การแข่งขันในตลาดค้าข้าวบรรจุถุงซึ่งมีหลายบริษัทในตลาดได้มีการใช้กลยุทธ์การตลาด เพื่อเป็นสื่อในการสร้างชื่อเสียงและภาพพจน์ เนื่องจากข้าวเป็นสินค้าที่ยากแก่ผู้บริโภคในการแยกความแตกต่าง อย่างไรก็ตามผู้ผลิตหลายรายพยายามที่จะหาจุดแตกต่าง เช่น ความสะอาด หรือเพิ่มคุณภาพโดยการผสมสารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น วิตามินลงไป ส่วนช่องทางการจำหน่ายข้าวถุงไปสู่ผู้บริโภคขั้นสุดท้ายทั้งในเขตกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดนั้น สามารถหาซื้อได้จากร้านขายของชำ ซึ่งเป็นร้านค้าใกล้บ้านและร้านค้าสมัยใหม่ที่เรียกว่าห้างสรรพสินค้าหรือซุปเปอร์มาร์เก็ต เป็นต้น       กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของบริษัทก็คือ ผู้บริโภคทุกคนไม่แยกว่าอยู่ใน ระดับใด เพราะทางบริษัทมีข้าวถุงหลากหลายคุณภาพ และราคาที่เหมาะสมกับทุกระดับของผู้บริโภค เช่น ข้าวหอมมะลิทอง เป็นข้าวหอมมะลิเกรด 100% ชั้น 1 ดีที่สุดและราคา แพงที่สุด ข้าวภัตตาเป็นข้าวขาวธรรมดา เกรด 25%-35% คุณภาพต่ำและราคาถูกที่สุด ดังนั้น ผู้บริโภค สามารถเลือกได้เอง ว่าข้าวถุงชนิดใดเหมาะสมที่สุด

โดยสรุปแล้วตลาดข้าวถุงมีแนวโน้มที่แจ่มใสและมีโอกาสขยายตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากพฤติกรรม การบริโภคของประชาชนเปลี่ยนแปลงไปประกอบกับขนาดของ ครอบครัวที่มีขนาดเล็กลงรวมทั้งการแข่งขันของผู้ผลิตแต่ละรายจะมีผลในการกระตุ้นตลาดให้มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว

เหตุผลที่เลือกตั้งที่จังหวัดนี้คือ  การจราจรภายในสะดวกหมดกังวลกับปัญหาน้ำท่วมเพราะถนนโครงการยกระดับสูงพิเศษ และท่อระบายน้ำขนาดใหญ่ สูงสุดถึง 1.20 เมตร พร้อมประกอบการระบบสาธารณูปโภคครบครันทั้งระบบไฟฟ้า น้ำประปา และโทรศัพท ปลอดภัยสูงสุดด้วยหน่วยรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง รื่นรมย์สวนสาธารณะ และลานกีฬาเอนกประสงค์ เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจได้ทั้งเจ้าของกิจการ และพนักงาน มีอาคารพาณิชย์สำหรับร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อ และร้านค้าต่างๆและยังมีอพาร์ทเมนท์สำหรับพนักงาน การขออนุญาตก่อสร้างถูกต้อง สามารถขอใบอนุญาตโรงงานได้ทุกประเภท เนื่องจากพื้นที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่สีม่วง

โดยการที่ก่อตั้งโรงงานผลิตข้าวสารมีวัตถุประสงค์เพื่อขายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ

    ต้นทุนการผลิต      : บริษัท     มีโรงสีข้าวขนาดใหญ่ โดยมีขนาดกำลังผลิตวันละ 1,000 ตันข้าวเปลือก มีขบวนการผลิตที่ครบวงจร โดยนับตั้งแต่นำข้าวเปลือกมาสีเป็นข้าวสาร ปลายข้าว รำสด และแกลบ โดยรำสดจะส่งไปโรงสกัดเพื่อผลิตน้ำมันรำดิบและกากรำสกัด ส่วนแกลบจะถูกส่งไปเตาเผาแกลบเพื่อผลิตไฟฟ้า ไอน้ำ และขี้เถ้าแกลบ ซึ่งจะนำส่งไปขายยังต่างประเทศ จะเห็นได้ว่าทางบริษัทฯ มีความสามารถที่จะแปรสภาพวัตถุดิบให้เป็นสินค้าสำเร็จรูปเพื่อขายได้ทุกส่วน ซึ่งก็เป็นเพราะบริษัทมีขบวนการผลิตที่ครบวงจร ไม่เหมือนโรงสีข้าวทั่ว ๆ ไป ที่จะทำเฉพาะในส่วนการสีข้าวเปลือกเป็นข้าวสารเท่านั้น ดังนั้น ต้นทุนผลิตต่อรายได้รวมของบริษัทจึงต่ำกว่าโรงสีข้าวอื่น ๆ จึงถือได้ว่าเป็นข้อได้เปรียบของบริษัทต่อคู่แข่งรายอื่น ๆ ของบริษัท          การตลาด                 ณ ปัจจุบัน คนไทยมีความนิยมที่จะซื้อข้าวสารบรรจุถุงพลาสติกมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากมีความสะอาดกว่าข้าวสารบรรจุกระสอบ “ข้าวมาบุญครอง” เป็นข้าวถุงรายแรกที่บุกเบิกตลาดข้าวสารบรรจุถุงพลาสติกมาตั้งแต่ปี 2527 ดังนั้น ชื่อเสียงและยี่ห้อของบริษัท จึงเป็นที่ติดปากและเข้าถึงใจผู้บริโภค ประกอบกับที่บริษัทเน้นเรื่องของคุณภาพและความสะอาดในทุกขั้นตอนของการผลิต โดย ณ ปัจจุบัน ทางบริษัทฯ ได้รับการรับรองจาก ISO 9001:2000 (ระบบคุณภาพ) GMP (หลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิต) และ HACCP (ระบบประกันคุณภาพด้านความปลอดภัยของอาหาร) ซึ่งเป็นหลักประกันแก่ผู้บริโภคว่าข้าวสารบรรจุถุงของบริษัท มีมาตรฐานคุณภาพและความสะอาดถูกอนามัยในขบวนการผลิต ดังนั้นผู้บริโภคจึงเชื่อถือในสินค้าของบริษัท ทำให้ข้าวมาบุญครองมียอดขายที่ดีตลอดมา          การจำหน่ายและช่องทางการจำหน่าย                 สัดส่วนการจำหน่ายในประเทศต่อการส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศ การจำหน่ายในประเทศในปี 2548/49 คิดเป็น
82 % ของการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ข้าวสารทั้งหมด ส่วนการจำหน่ายไปต่างประเทศคิดเป็น 18 %          ผลิตภัณฑ์ข้าวสาร                 การจำหน่ายภายในประเทศ ข้าวสารบรรจุถุงพลาสติกหรือข้าวถุงภายใต้เครื่องหมายการค้า “ข้าวมาบุญครอง” ได้ทำการจำหน่ายมากในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ประมาณ 81% ของการจำหน่ายข้าวสารในประเทศทั้งหมด บริษัทฯ ได้แบ่งตัวแทนการจำหน่ายเป็น 3 ประเภทคือ     

  1. ร้านค้าขายส่ง
    บริษัทฯ ได้จำหน่ายให้กับร้านค้าขายส่งประมาณร้อยละ 72 ของยอดจำหน่าย ซึ่งแต่ละร้านค้าส่งจะมีลูกค้าหรือร้านค้าปลีกอีกประมาณ 50-100 ราย ร้านค้าส่งส่วนใหญ่จะเป็นร้านค้าที่มีความสัมพันธ์ทางด้านการค้ากับบริษัทฯ เป็นเวลายาวนาน แผนการในอนาคต บริษัทฯ จะพยายามเพิ่มร้านค้าส่งให้มากยิ่งขึ้น เนื่องจากแต่ละร้านค้าปลีกของตนเองเป็นการกระจายข้าวถุงของบริษัทฯ ไปยังผู้บริโภคได้อย่างทั่วถึงทุกพื้นที่
  2. ห้างสรรพสินค้า
    ปัจจุบันมีห้างสรรพสินค้าและสหกรณ์ต่าง ๆ ที่จำหน่ายข้าวถุงของบริษัทฯ คิดเป็นร้อยละ 26 ของยอดจำหน่ายทั้งหมด โดยปัจจุบันพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนเป็นใช้บริการห้างสรรพสินค้าและสหกรณ์มากยิ่งขึ้น บริษัทฯ มีแผนการขยายตลาดไปยังห้างสรรพสินค้าตามเมืองใหญ่ทั่วประเทศ
  3. ร้านค้าปลีกทั่วไป
    บริษัทฯ ได้จำหน่ายโดยตรงให้กับร้านค้าปลีกทั่วไป ยอดการจำหน่ายมีประมาณร้อยละ 2 ของยอดการจำหน่ายทั้งหมดของบริษัทฯ

กลยุทธ์ทางการตลาด :     

1. กลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์
“ข้าวมาบุญครอง”
เป็นสินค้าที่มีคุณภาพสูง สะอาด ถูกหลักอนามัย และมีคุณค่าให้แก่ผู้บริโภค ทำให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อมั่นต่อสินค้าของบริษัทว่าเป็นสินค้าที่ตรงตามชนิดที่ระบุไว้ในฉลากสินค้าทั้งปริมาณ ชนิดและเกรดข้าวสาร บริษัทยังติดตามความต้องการของผู้บริโภคอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้มีชนิด คุณภาพ และขนาด ให้ตรงตามรสนิยม และความต้องการของลูกค้าตลอดเวลา

2. กลยุทธ์ด้านราคา
การตั้งราคาสินค้าของบริษัททำให้ผู้บริโภครู้สึกคุ้มค่า และสร้างความพอใจให้แก่ผู้บริโภค เมื่อเปรียบเทียบกับราคาของคู่แข่งในระดับเดียวกัน และราคาสินค้าของบริษัทยังถือเป็นมาตรฐานราคาตลาด เนื่องจากส่วนแบ่งการตลาดของบริษัทที่มีอยู่

3. กลยุทธ์การจัดจำหน่าย
บริษัทมีการเพิ่มพื้นที่ในร้านค้าต่างๆ ทั้งในซุปเปอร์มาร์เก็ต ห้างสรรพสินค้า ห้างโมเดิร์นเทรด ร้านสะดวกซื้อ
และ เพิ่มร้านค้าส่งและปลีกในตลาดทั่วไป เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทมีวางจำหน่าย
มากกว่าผลิตภัณฑ์ของบริษัทอื่น และเลือกพื้นที่การวางสินค้า
ที่เป็นจุดเด่นแก่ผู้บริโภค

4. กลยุทธ์การจัดกิจกรรมการตลาดและประชาสัมพันธ
การให้ส่วนลด และการสมนาคุณ บริษัทมีนโยบายจัดกิจกรรม
การตลาดเพื่อส่งเสริมการขายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างความ
สัมพันธ์ที่ดีให้แก่พันธมิตรธุรกิจ และ ผู้บริโภค

5. การให้ความช่วยเหลือแก่สังคม
บริษัทมีการคืนกำไรให้แก่สังคม ทั้งในด้านการให้ความรู้ทาง
ด้านกิจการของบริษัท การจัดกิจกรรมชุมชนในวาระสำคัญต่างๆ
การให้ทุนการศึกษา ฯลฯ

 ขั้นตอนการผลิต :     

  1. กระบวนการผลิตข้าวสาร เกิดจากการสีข้าวเปลือกให้เป็นข้าวสารขาว
  2. กระบวนการสกัดรำดิบ เพื่อให้ได้น้ำมันรำดิบและกากรำสกัด ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์พลอยได้ 

 การผลิตข้าวสาร
       ถือเป็นกระบวนการหลักในการผลิต ซึ่งบริษัทฯได้ให้ความสำคัญมาก จึงจำเป็นต้องใช้เครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพ และมีการตรวจสอบคุณภาพของผลิตภัณฑ์ทุกขั้นตอนอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ขั้นตอนการรับซื้อวัตถุดิบ คือข้าวเปลือก ผ่านขั้นตอนการผลิตต่างๆ จนกระทั่งการบรรจุหีบห่อ
       ตามกระบวนการสีข้าวเปลือกจะได้ผลิตภัณฑ์ข้าวสารประมาณ 48% ปลายข้าว 17% รำดิบ 10% และแกลบ 25%     

ขั้นตอนการผลิตข้าวสาร สรุปได้ ดังนี้
  • ขั้นตอนที่ 1 ทำความสะอาดและแยกสิ่งเจือปนออกจากข้าวเปลือก
         ภายหลังจากที่มีการคัดประเภทของข้าวเปลือก และได้มีการตรวจสอบคุณสมบัติต่างๆ จะนำข้าวเปลือกมาทำความสะอาด โดยการแยกสิ่งเจือปนต่างๆออก โดยใช้เครื่องจักร 2 ประเภท คือ
    1. GRAIN SEPARATOR จะทำการแยกฝุ่น ฟาง กรวด ทราย และสิ่งเจือปนอื่นๆ
    2. DESTONER จะทำการแยกเม็ดหิน ซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกับข้าวเปลือก


  • ขั้นตอนที่ 2 การกะเทาะเปลือก
         เพื่อที่จะแยกเอาแกลบออกจากตัวเมล็ดข้าว และเรียกข้าวในขั้นตอนนี้ว่า “ข้าวกล้อง” ในขั้นตอนนี้จะใช้
    เครื่องจักร 2 ประเภท คือ
    1. RUBBER ROOL HULLER กะเทาะให้แกลบหลุดออกจากตัวเมล็ดข้าว
    2. HUSK SEPARATOR จะทำการแยกแกลบและข้าวกล้องออกจากกันเป็นสัดส่วน หลังจากนั้นแกลบจะถูกส่งไปเป็นเชื้อเพลิง สำหรับข้าวกล้องจะแยกไปสู่การแปรรูปในขั้นตอนต่อไป


  • ขั้นตอนที่ 3 การแยกข้าวเปลือกที่ยังตกค้างอยู่ในข้าวกล้อง
         จากการผ่านขั้นตอนที่ 2 นั้น อาจจะมีข้าวเปลือกอยู่ในข้าวกล้องอีก จึงต้องทำการแยกข้าวเปลือกออกจากข้าวกล้องอีกครั้ง ทั้งนี้เพื่อจะได้ข้าวกล้องที่ปราศจากการปะปนของข้าวเปลือกโดยจะทำการผ่านเครื่องจักร PADDY SEPARATOR ถึง 2 ครั้ง


  • ขั้นตอนที่ 4 การขัดรำออกจากข้าวกล้อง
    โดยทำการผ่านเครื่องจักร 2 ประเภท คือ
    1. VERTICAL WHITENER จะทำการขัดผิวที่เคลือบออกจากข้าวกล้อง เรียกว่า “รำดิบ
    โดยจะทำถึง 3 ครั้งด้วยกัน เพื่อที่จะได้เมล็ดข้าวสารที่ปราศจากรำเคลือบ
    2. HORIZONTAL POLISHER จะทำการขัดเมล็ดข้าวสารให้เรียบเป็นเงาสะอาดปราศจาก รำ และสิ่งต่างๆที่เกาะเมล็ดข้าวสาร ส่วนรำดิบนั้นจะถูกลำเลียงเป็นวัตถุดิบในการผลิตน้ำมันรำและกากรำสกัดต่อไป


  • ขั้นตอนที่ 5 การคัดขนาดข้าวสาร
         ภายหลังจากการที่ทำการขัดผิวให้เรียบเป็นเงาสะอาดแล้ว ก็จะทำการคัดเมล็ดข้าวสารที่มีความยาวแตกต่างกันไป เช่นเต็มเมล็ด 6/8 ,5/8 และ4/8 เป็นต้น และบรรจุไว้ในไซโล เพื่อทำการบรรจุในขั้นตอนต่อไป
         ขั้นตอนการสีข้าวนั้น จะสิ้นสุดเมื่อทำการขัดเมล็ดข้าวสารให้สะอาดและจะได้ผลิตภัณฑ์คือข้าวสารและปลายข้าว ปลายข้าวนั้นจะมีความยาวประมาณเท่ากับหรือน้อยกว่า 6/8 ของความยาวเมล็ดเต็ม

http://www.patumrice.co.th/aboutus/factory04_th.asp

    

edit @ 12 Jul 2008 20:27:58 by ๑۩۩SoDa Pink۩۩๑

edit @ 12 Jul 2008 20:58:05 by ๑۩۩SoDa Pink۩۩๑

edit @ 12 Jul 2008 21:04:48 by ๑۩۩SoDa Pink۩۩๑

edit @ 12 Jul 2008 21:06:52 by ๑۩۩SoDa Pink۩۩๑

edit @ 12 Jul 2008 21:07:39 by ๑۩۩SoDa Pink۩۩๑

ผู้บริหารด้านการผลิตต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมการวางแผน จัดองค์การ และควบคุมการดำเนินการ ในการแปลงสภาพปัจจัยการผลิตให้เป็นผลผลิตในรูปของผลิตภัณฑ์และการบริการ การวางแผนและการควบคุมโครงการที่เกี่ยวข้องกับการผลิต จึงเป็นกิจกรรมหนึ่งซึ่งผู้บริหารการผลิตจะต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจ ในบทนี้จะได้กล่าวถึงหลักการและแนวความคิดในการนำข่ายงางน PERT และ CPM เพื่อใช้ในการวางแผนและควบคุมโครงการ
9.1 การวางแผนและการควบคุมโครงการ
โครงการ ( project ) มีลักษณะแตกต่างจากงานประจำในแง่ของเวลาและการดำเนินการ โครงการจะประกอบด้วยกิจกรรมซึ่งมีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งโครงการคือ งานที่มีเวลาและเสร็จ แตกต่างกับงานประจำซึง่ไม่มีเวลาสิ้นสุดของการทำงาน การวางแผนโครงการก็มีลักษณะคล้ายคลึงกับการวางแผนงานอื่นๆ คือ การกำหนดแนวทางปฏิบัติว่าจะต้องทำอะไรบ้าง เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ต้องการ
เช่นเดียวกับการวางแผนโดยทั่วไป การวางแผนโครงการก็มีขั้นตอนต่างๆโดยเริ่มจากการกำหนด เป้าหมาย ของโครงการ ซึ่งประกอบด้วยทรัพยากรที่ต้องการ เวลาแล้วเสร็จของโครงการและผลลัพธ์ที่จะได้ การกำหนดและมอบหมายงานให้แก่ผู้มีส่วนร่วมในโครงการ การประมาณการเวลาที่ต้องใช้และทรัพยากรที่ต้องการในการทำกิจกรรมต่างๆในโครงการ โดยอาศัย วิธีการพยากรณ์ การวางแผนการใช้เงินตลอดจนการควบคุม งบประมาณ ให้อยู่ภายในปริมาณที่กำหนด
และประการสุดท้ายผู้บริหารโครงการจะต้องกำหนดนโยบายเพื่อการทำกิจกรรมว่า กิจกรรมจะมีผลกระทบต่อการดำเนินโครงการมากที่สุดในแง่ของเวลาแล้วเสร็จของโครงการ และในกรณีที่ต้องเร่งโครงการให้เสร็จเร็วขึ้นกว่าที่วางแผนไว้ ผู้บริหารโครงการต้องกำหนดว่า ควรจะใช้ทรัพยากรในกิจกรรใดเพื่อเร่งรัดให้โครงการเสร็จเร็วขึ้นได้ตามที่ต้องการ นอกจากนี้ผู้บริหารโครงการยังจะต้องกำหนดลำดับการทำงานก่อนหลังของกิจกรรมต่างๆในโครงการว่า จะต้องทำกิจกรรมใดก่อนอย่างไร

ในด้านของการควบคุมและติดตามผลของโครงการ ผู้บริหารโครงการจะต้องติดตามผลของโครงการ โดยการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลการดำเนินการกับสิ่งที่ได้วางแผนไว้ สิ่งที่จำเป็นจะต้องควบคุมและติดตามผลคือ ค่าใช้จ่ายในการทำกิจกรรม ระยะเวลาของการทำกิจกรรม และผลงานที่ได้ การควบคุมโครงการจำเป็นต้องอาศัยการวางแผนอย่างละเอียดและถูกต้อง การกำหนดมาตรฐานเพื่อใช้ในการควบคุมอย่างรัดกุม และการมีข้อมูลและสารสนเทศอย่างเพียงพอ

กล่าวโดยสรุปสำหรับผู้บริหารโครงการ สิ่งซึ่งจำเป็นจะต้องเรียนรู้เพื่อการวางแผนและควบคุมโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือ

1.ในโครงการมีกิจกรรมหรืองานย่อยอะไรบ้างที่จะต้องทำ แต่ละกิจกรรมมีความสัมพันธ์กันอย่างไร กิจกรรมใดต้องทำก่อน กิจกรรมใดต้องทำหลังจากกิจกรรมใด และเวลาที่ต้องใช้ในการทำแต่ละกิจกรรมเป็นอย่างใด

2.โครงการที่จะทำมีเวลาแล้วเสร็จเป็นเท่าไร

3.ในบรรดากิจกรรมต่างๆมีกิจกรรมใดบ้างที่ถือว่าเป็นกิจกรรมวิกฤต (critical activity) ซึ่งหมายถึงกิจกรรมที่เมื่อเกิดล่าช้าไปกว่าที่กำหนด จะมีผลกระทบต่อเวลาแล้วเสร็จทั้งหมดของโครงการ

4.ในบรรดากิจกรรมต่างๆมีกิจกรรมใดบ้างที่เมื่อเกิดการล่าช้า จะไม่มีผลกระทบต่อเวลาแล้วเสร็จของโครงการ และกิจกรรมเหล่านี้อาจล่าช้าได้นานมากที่สุดเท่าใด จึงจะไม่มีผลต่อเวลาแล้วเสร็จของโครงการ

5.ในกรณีที่ต้องการเร่งให้โครงการเสร็จเร็วขึ้นกว่าที่กำหนด จะต้องทำการเร่งรัดกิจกรรมใดบ้าง และจะทำอย่างไรจึงจะทำให้ต้นทุนการเร่งรัดกิจกรรมถูกที่สุด

 

 

9.2 การวางแผนและควบคุมโครงการด้วยแผนภูมิแกนต์

แผนภูมิแกนต์นอกจากจะใช้เพื่อการจัดลำดับการผลิต (ดังกล่าวมาแล้วในบทที่ 8) ยังสามารถใช้ช่วยในการวางแผนและควบคุมโครงการได้อีกด้วย รูปที่ 9.1 แสดงถึงแผนการดำเนินการและความก้าวหน้าของโครงการสร้างเครื่องรับส่งสัญญาณเรดาร์ ซึ่งประกอบด้วยกิจกรรมหลัก 5 กิจกรรม คือ การสร้างส่วนเครื่องรับสัญญาณ การสร้างส่วนเครื่องส่งสัญญาณ การสร้างเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำหรับระบบรับส่งสัญญาณ การสร้างหน่วยแสดงผล และการสร้างส่วนเสาอากาศ

 

 

รูปที่ 9.1 แผนภูมิแกนต์สำหรับการวางแผนและควบคุมโครงการสร้างเครื่องรับส่งสัญญาณเรดาร์

งานการสร้างส่วนเครื่องรับสามารถแบ่งออกเป็นกิจกรรมย่อยอีก 3 ส่วน คือ การออกแบบและสร้างซึ่งใช้เวลา 3 สัปดาร์ การประกอบซึ่งใช้เวลา 2 สัปดาห์ และการทดสอบซึ่งใช้เวลา 1 สัปดาห์ ในทำนองเดียวกันกิจกรรมหลักอื่นๆ ก็แบ่งเป็นกิจกรรมหรืองานย่อยซึ่งใช้เวลาดังแสดงในรูปที่ 9.1

จากแผนภูมิแกนต์จะเห็นได้ว่าเวลาแล้วเสร็จของโครงการสร้างเครื่องรับส่งสัญญาณเรดาร์ คือ 12 สัปดาห์ หรือ 3 เดือน โดยเริ่มทำเมื่อวันที่ 6 เดือนพฤษภาคม สถานภาพของโครงการ ณ วันที่ 6 มิถุนายน สรุปได้ว่า โครงการล่าช้ากว่าแผนการที่กำหนดไว้ 1 สัปดาห์ โดยที่แต่ละกิจกรรมมีผลการดำเนินการ คือ

1.กิจกรรมการสร้างส่วนเครื่องรับส่งสัญญาณ ณ วันที่ 10 มิถุนายน ได้ทำเสร็จทั้งหมดแล้ว คือ ออกแบบ สร้าง ประกอบ และทดสอบแล้วเสร็จ ซึ่งจะเห็นได้ว่ากิจกรรมนี้แล้วเสร็จเร็จกว่าที่กำหนดไว้ถึง 1 สัปดาห์

2.กิจกรรมการสร้างส่วนเครื่องรับส่งสัญญาณ ณ วันที่ 10 มิถุนายน ได้ทำการออกแบบและสร้างเสร็จ แต่ยังไม่ได้เริ่มประกอบ จึงล่าช้ากว่าที่วางแผนไว้ 1/2 สัปดาห์

3.กิจกรรมสร้างเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ได้ออกแบบและสร้างแล้วเสร็จแต่ยังไม่เริ่มประกอบ จึงล่าช้ากว่าที่วางแผนไว้ 1 สัปดาห์

4.กิจกรรมการสร้างหน่วยแสดงผล สร้างและออกแบบเสร็จทันตามกำหนดเวลาพอดี

5.กิจกรรมการสร้างส่วนเครื่องรับ ได้ออกแบบและสร้างเสร็จแล้ว และทำการทดสอบไปแล้วบางส่วน ว฿งสรุปผลงานว่าล่าช้ากว่าที่วางแผนไว้ประมาณ 1/2 สัปดาห์

ดังนั้นสรุปผลการดำเนินโครงการ ณ วันที่ 10 มิถุนายน จะได้ว่าโครงการดำเนินไปล่าช้ากว่าที่กำหนดราว 1 สัปดาห์

จุดเด่นประการสำคัญของการใช้แผนภูมิแกนต์ เพื่อการวางแผนและควบคุมโครงการก็คือรูปแบบที่ง่ายแก่การทำความเข้าใจและใช้งาน อย่างไรก้ตามแผนภูมิแกนต์ไม่ได้แสดงความสัมพันธ์ระหว่างแต่ละกิจกรรมในโครงการว่ากิจกรรมใดต้องเริ่มก่อน หรือหลังกิจกรรมใด ดังนั้นการวิเคราะห์เพื่อหาเวลาแล้วเสร็จของโครงการ ตลอดจนหากิจกรรมวิกฤตซึ่งต้องให้ความเอาใจใส่ควบคุมกิจกรรมเหล่านั้นเป็นพิเศษ จึงไม่อาจทำได้ด้วยแผนภูมิแกนต์

9.3 การวางแผนและควบคุมโครงการด้วยข่ายงาน

ข่ายงาน (network) คือ แผนภูมิหรือไดอะแกรมที่เขียนขึ้นแทนกิจกรรมต่างๆที่ต้องทำในโครงการ โดยแสดงลำดับก่อนหลังของกิจกรรม รูปที่ 9.2 แสดงข่ายงานของโครงการสร้างเครื่องรับส่งสัญญาณเรดาร์ดังกล่าวมาข้างต้นและตารางที่ 9.1 แสดงรายละเอียดของกิจกรรมองค์ประกอบสำคัญของข่ายงานคือ เครื่องหมายวงกลมและเครื่องหมายลูกศร โดยที่

(เครื่องหมายวงกลม) แทนจุดเริ่มต้นหรือสิ้นสุดของการทำกิจกรรมซึ่งวงกลมจะมีตัวเลขกำกับโดยเริ่มจากตัวเลขน้อยทางซ้ายของข่ายงานไปหาตัวเลขมากทางขวา

(เครื่องหมายลูกศร) แทนกิจกรรมที่ต้องทำ บนลูกศรจะมีอักษรและตัวเลขกำกับ ซึ่งโดยทั่วไปอักษรจะแทนรหัสของกิจกรรม ส่วนตัวเลขจะแทนเวลาที่ต้องใช้ในการทำกิจกรรม

 

 

รูปที่ 9.2 ข่ายงานแสดงกิจกรรมที่ต้องทำในโครงการสร้างเครื่องรับส่งสัญญาณเราดาร์

จากรูปที่ 9.2 จะเห็นได้ว่าข่ายงานสามารถแสดงความสัมพันธ์ก่อนหลังของกิจกรรมได้ว่า กิจกรรมใดรต้องทำก่อนกิจกรรมใด ตัวอย่างเช่น กิจกรรม F ซึ่งเป็นการประกอบเครื่องรับสัญญาณ จะต้องหลังจากการออกแบบและสร้างเครื่องรับสัญญาณ คือต้องทำหลังจากกิจกรรม A เป็นต้น

รหัสที่ใช้แทนกิจกรรมในบางครั้งอาจแทนด้วยตัวเลขที่กำกับวงกลม ตัวอย่างเช่น กิจกรรม A อาจแทนด้วย B แทนด้วย 1-3 เป็นต้น รายละเอียดการเขียนกิจกรรมจะได้กล่าวถึงต่อไป

ตารางที่ 9.1 รายละเอีนดกิจกรรมในโครงการสร้างเครื่องรับส่งสัญญาณเราดาร์

9.4 ข่ายงาน PERT/CPM

PERT (Program Evaluation and Review Technique ) และ CMP (critical path method) เป็นข่ายงานที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในการวางแผนและควบคุมโครงการ PERT และ CPM
มีหลักการพื้นฐานเหมือนกัน และมีลักษณะประยุกต์ใชคล้ายคลึงกันมาก จนมักเรียกควบคู่กันว่า PERT/CPM

PERT ได้รับการพัฒนาเพื่อใช้ในการวางแผนและควบคุมโครงการสร้างขีปนาวุธชื่อโพลารีส ในปี พ.ศ. 2501 โดยกองทัพเรือสหรัฐอเมริการ่วมกับบริทบูซ-อัลเลนและแฮมิลตัน และบริษัทผลติเครื่องบินล็อกฮีด โครงการโพลารีสเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่มีบริษัทผู้รับเหมาช่วงในการผลิตและประกอบชิ้นส่วนต่างๆร่วมอยู่ในโครงการถึงกว่า 3,000 บริท จาการใช้ PERT ในการบริหารโครงการปรากฏว่าสามารถทำโครงการสำเร็จได้เร็วกว่าที่คาดหมายไว้ถึง 2 ปี จึงทำให้ PERT เป็นวิธีที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในเวลาต่อมา

ในเวลาที่ไล่เลี่ยกับการพัฒนา PERT เอ็ม.บี.วอลเกอร์ แห่งบริษัทดูปองต์ร่วมกับ เจ.อี.เคลเลย์ จูเนียร์ แห่งบริทเรมิงตันแรนด์ ก็ได้ร่วมกันพัฒนา CPM เพื่อใช้ในการวางแผนและควบคุมการซ่อมบำรุงโรงงานผลิตสารเคมี

PERT และ CPM มีหลักการพื้นฐานเหมือนกันคือ การสร้างและวิเคราะห์ข่ายงานเพื่อหาวิถีวิกฤต (critical path) ซึ่งเป็นชุดของกิจกรรมที่จำเป็นต้องทำการควบคุมไม่ให้เกิดการล่าช้า เพื่อให้โครงการสามารถเสร็จได้ทันตามกำหนด ทั้งนั้เพราะระยะเวลาการทำกิจกรรมที่อยู่บนวิถีวิกฤตมีผลต่อเวลาแล้วเสร็จของโครงการล่าช้าตามไปด้วย กิจกรรมบนวิถีวิกฤตนี้เรียกว่ากิจกรรมวิกฤต ความแตกต่างที่สำคัญระหว่าง PERT และ CPM คือการประมาณการเวลาที่ใช้ในการทำกิจกรรม CPM จะถือหลักการประมาณการเวลาของกิจกรรมว่ามีค่าคงที่แน่นอนค่าใดค่าหนึ่ง ส่วน PERT จะถือหลักการประมาณการเวลาว่าในการทำกิจกรรมจะมีลักษณะการแจกแจงทางสถิติแบบเบตา (beta distribution)

9.5 การสร้างข่ายงาน PERT/CPM

ทั้ง PERT และ CPM มีหลักการสำหรับสร้างข่ายงานเช่นเดียวกัน หลักเกณฑ์ที่สำคัญการสร้างข่ายงานมีดังนี้คือ

1. ใช้......แทนกิจกรรม หางลูกศรแทนการเริ่มต้น และหัวลูกศรแทนการสิ้นสุดของกิจกรรม ความยาวของลูกศรไม่ได้สัมพันธ์กับเวลาในการทำกิจกรรม

2. ใช้ แทนจุดเริ่มต้นและสิ้นสุดของการทำกิจกรรม

3. อาจใช้อักษรกำกับลูกศรเพื่อแทนรหัสของกิจกรรม และใช้ตัวเลขกำกับในวงกลมเพื่อแสดงลำดับเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของกิจกรรม

 

รูปที่ 9.3 ภาพแสดงการใช้กิจกรรมหุ่นเพื่อแสดงความสัมพันธ์ของกิจกรรม

4. ใช้.........แทนกิจกรรมหุ่น(dummy activity) กิจกรรมหุ่นหมายถึง กิจกรรมที่ไม่มีอยู่จริง เป็นกิจกรรมที่สร้างขึ้นเพื่อใช้แสดงความสัมพันธ์ของกิจกรรมและเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการซ้ำซ้อนของรหัสกิจกรรมเมือ่ใช้หมายเลขกำกับวงกลมแทนรหัสกิจกรรม ดังแสดงในรูปที่ 9.3 และ 9.4

 

 

รูปที่ 9.4 (ก) กิจกรรม A และ B มีรหัสกิจกรรมที่แทนด้วยตัวเลขกำกับวงกลมซ้ำกันจึงต้องใช้กิจกรรมหุ่น ดังแสดงในรูป (ข)

จากรูปที่ 9.3 กิจกรรมหุ่น x จำเป็นต้องสร้างเพื่อแสดงความสัมพันธ์ของกิจกรรมีที่ทำก่อนกิจกรรม E เนื่องจากกิจกรรม B และ C ต้องทำก่อน E ในทำนองเดียวกันกิจกรรม C ต้องทำก่อนกิจกรรม D ด้วย กิจกรรมหุ่น X เป็นกิจกรรมที่ไม่มีการทำจริง จึงไม่ต้องใช้เวลาในการทำกิจกรรม จากรูปที่ 9.3 จะได้ว่า กิจกรรม E ต้องทำหลังจากกิจกรรม B และ X ซึ่งมีความหมายเหมือนกับต้องทำหลังจากกิจกรรม B และ C นั่นเอง

          จารูปที่ 9.4 (ก)  เมื่อต้องการแทนรหัสกิจกรรมด้วยตัวเลขกำกับวงกลมจะได้ว่ากิจกรรม A คือ 1-2 และกิจกรรม B ก็เป็น 1-2 เช่นเดียวกัน  การใช้รหัสเลขกำกับวงกลมเป็นสิ่งจำเป็นในการวิเคราะหืข่ายงานด้วยคอมพิวเตอร์  ดังนั้นกรณีเช่นนี้จะทำให้เกิดความสับสน  เพราะทั้งกิจกรรม A และ B  ต่างมีรหัสกิจกรรมเหมือนกัน  จึงจำเป็นต้องสร้างกิจกรรมหุ่น X เพื่อทำให้กิจกรรม A และ B มีรหัสกิจกรรมที่เขียนแทนด้วยตัวเลขกำกับวงกลมแตกต่างกัน  ดังแสดงในรูปที่ 9.4 (ข)

  ตัวอย่างของการใช้กิจกรรมหุ่นในลักษณะที่ควรจะเป็นแสดงอยู่ในตารางที่ 9.2 ในหน้าถัดไป

ตารางที่ 9.2 การใช้หุ่นกิจกรรมที่ถูกต้อง

 

 

5. ข่ายงานจะต้องมีลักษณะต่อเนื่องกันตลอด  โดยมีจุดเริ่มต้นจุดเดียวและจุดสุดท้ายหรือจุดสิ้นสุดเพียงจุดเดียวเท่านั้น

นอกจากนี้การเขียนข่ายงานยังควรคะนึงถึงความง่ายแก่การทำความเข้าใจและไม่วับซ้อนยุ่งยาก ตารางที่ 9.3 สรุปหลักการเขียนข่ายงานในทางปฏิบัติ เพื่อให้ได้ข่ายงานที่เรียบร้อยและง่ายแก่การวิเคราะห์

ตารางที่ 9.3 หลักการเขียนข่ายงาน PERT/CPM ให้ง่ายแก่การวิเคราะห์

 

 

ตัวอย่างที่ 9.1

จงเขียนข่ายงานจากความสัมพันธ์ดังแสดงต่อไปนี้

 

 

 

 

วิธีทำ

ข่ายงานของโครงการแสดงอยู่ในรูปที่ 9.5

รูปที่ 9.5 ข่ายงานสำหรับตัวอย่างที่ 9.1


9.6 การวิเคราะห์ข่ายงาน PERT/CPM
การวิเคระาห์ข่ายงาน PERT/CPM มีวัตถุประสงค์เพื่อหาวิถีวิกฤตของโครงการ  ขั้นตอนการวิเคระาห์ข้ายงานประกอบด้วย
       การแยกแยะงาน (jpb  breakdown)  เป็นขั้นตอนการแจกแจงของกิจกรรมต่างๆที่จำเป็นต้องทำในโครงการทั้งหมดว่า  มีกิจกรรมใดบ้างที่ต้องทำกิจกรรมต่างๆมีความสัมพันธ์กันอย่างไร  กิจกรรมใดต้องทำก่อน  กิจกรรมใดทำหลัง
      การประมาณการของกิจกรรม (activity  time  estimation)  เป็นการประมาณการเวลาที่ต้องใช้ทำแต่ละกิจกรรม  โดยอาศัยข้อมูลเก่าที่เคยทำมาแล้ว หรือการประมาณการโดยอาศัยผู้ชำนาญงานในแต่ละกิจกรรม  สำหรับข่ายงาน CPM การประมาณการจะทำโดยประมาณการเพียงค่าเดียว  โดยถือว่าค่านี้มีความเป็นไปได้มากที่สุด  มีโอกาสน้อยมากที่จะเกิดความคลาดเคลื่อน
    ในกรณีของ PERT  การประมาณการเวลาแล้วเสร็จของกิจกรรมจะถือว่าเวลาการทำกิจกรรมมีลักษณะการแจกแจงแบบเบตา  ดังแสดงในรูปที่ 9.6  การประมาณการเวลาสำหรับกิจกรรมจะต้องประมาณการ 3 จุด คือ a m และ b  โดยที่





รูปที่ 9.6  การแจกแจงแบบเบตาของเวลาแล้วเสร็จของกิจกรรม
a  หมายถึงเวลาที่คาดว่าจะทำกิจกรรมแล้วเสร็จได้เร็วที่สุด  (optimistic  time)
b  หมายถึงเวลาที่คาดว่าจะทำกิจกรรมแล้วเสร็จได้ช้าที่สุด  (pessimistic  time)
m  หมายถึงเวลาที่เป็นไปได้มากที่สุดที่จะทำกิจกรรมแล้วเสร็จ  (most  pikely  time)
     จากทฤษฎีของการแจกแจงแบบเบตา  ทำการคำนวณหาค่าคาดหมายของเวลาแล้วเสร็จของกิจกรรมจากสูตร
                            t = 1/6 (a+4m+b)...........(9.1)
จากนั้นจึงใช้ค่าคาดหมาย t แทนเวลาแล้วเสร็จของกิจกรรม  เพื่อใช้ในการวิเคราะห์ข่ายงานต่อไป
    เนื่องจากเวลาแล้วเสร็จของกิจกรรมสำหรับข่ายงาน  PERT  มีการแจกแจงแบบเบตา ดังนั้นเวลาแล้วเสร็จของแต่ละกิจกรรมจึงมีค่าความแปรปรวน  ซึ่งคำนวณได้จากสูตร
..................................
ค่าความแปรปรวนนี้จะใช้เพื่อหาความน่าจะเป็น  ที่โครงการจะเสร็จภายในเวลาที่กำหนด
    เขียนข่ายงาน  (draw  network)  เมื่อได้แยกแยะกิจกรรมต่างๆ ที่ต้องทำตลอดจนความสัมพันธ์ของกิจกรรมต่างๆ ในโครงการ  และประมาณการเวลาในการทำกิจกรรมแล้ว  ขั้นตอนต่อไปคือการเขียนข่ายงานโดนอาศัยหลักการที่ได้กล่าวมาข้างต้น
   วิเคราะห์หาวิถีวิกฤต (critical  path  analysis)  หลังจากเขียนข่ายงานเสร็จแล้วขั้นตอนสุดท้ายคือการหาค่าวิถีวิกฤตของข่ายงาน  จากวิถีวิกฤตนี้จะทำให้ทราบถึงเวลาแล้วเสร็จของโครงการว่าเป็นเท่าใด  และกิจกรรมใดบ้างที่อยู่ในวิถีวิกฤต  ซึ่งนำไปสู่การวางแผนตัดสินใจเพื่อควบคุมโครงการ  หรือเร่งรัดโครงการต่อไป
9.7  พื้นฐานการวิเคราะห์ข่ายงาน
ในการคำนวณหาวิถีวิกฤตจำเป็นต้องทราบถึงนิยามต่างๆที่ใช้ในการวิเคราะห์ดังต่อไปนี้คือ
เวลาเริ่มต้นเร็วที่สุด (earliest  start , ES) หมายถึง  เวลาเร็วที่สุดที่กิจกรรมจะสามารถเริ่มต้นทำได้
เวลาแล้วเสร็จเร็วที่สุด (earliest  finish , EF) หมายถึง  เวลาเร็วที่สุดที่กิจกรรมสามารถทำเสร็จได้
เวลาเริ่มต้นช้าที่สุด  (latest  start , LS)  หมายถึง  เวลาที่ช้าที่สุดที่กิจกรรมจะสามารถเริ่มต้นได้  โดยไม่ทำให้เวลาแล้วเสร็จของโครงการล่าช้าไปกว่าที่วางแผนไว้
เวลาแล้วเสร็จช้าที่สุด (latest  finish , LF) หมายถึง  เวลาช้าที่สุดที่กิจกรรมสามารถทำเสร็จได้  โดยไม่ทำให้เวลาแล้วเสร็จของโครงการล่าช้าไปกว่าที่วางแผนไว้
เวลาลอยตัว  (free float , FF) หมายถึง  เวลาที่กิจกรรมสามารถเลื่อนเวลาเริ่มต้นหรือทำล่าช้าออกไปจากที่กำหนด  โดยไม่มีผลกระทบที่จะทำให้เวลาแล้วเสร็จของโครงการเสร็จล่าช้ากว่าที่กำหนด  และไม่มีผลทำให้กำหนดเวลาเริ่มต้นของกิจกรรมอื่นที่ตามหลังต้องเลื่อนตามไปด้วย
วิถีวิกฤต (critical path)  เป็นวิถีที่ประกอบด้วยกิจกรรมที่มีเวลาลอยตัวเป็นศูนย์
     การคำนวณเวลาเริ่มต้นเร็วที่สุด (ES) และเวลาแล้วเสร็จเร็วที่สุด (EF) ทำโดยอาศัยหลักเกณฑ์สำคัญ 2 ประการ คือ

1.  เวลาแล้วเสร็จเร็วทีสุดของกิจกรรมมีค่าเท่ากับเวลาเริ่มต้นเร็วที่สุดของกิจกรรมบวกกับเวลาที่ใช้ในการทำกิจกรรมนั้น  ซึ่งสามารถเขียนเป็นความสัมพันธ์ คือ                                                                         

   EF = ES + t ...............(9.3)                       

เมื่อ t เป็นเวลาในการทำกิจกรรม

2.  สำหรับวงกลมที่มีกิจกรรมเข้าเพียงกิจกรรมเดียว ES ของกิจกรรมต่างๆที่ออกจากวงกลมนั้น จะมีค่าเท่ากับ  EF  ของกิจกรรมที่เข้าสู่วงกลม  แต่ถ้ามีกิจกรรมหลายกิจกรรมเข้าที่วงกลม  ES  ของกิจกรรมที่ออกจากวงกลมมีค่าเท่ากับค่า  EF  ที่มากที่สุดของกิจกรรมที่เข้าวงกลม  ดังแสดงในรูปที่ 9.7

 

 

รูปที่ 9.7 การคำนวณค่า  ES  ของกิจกรรม (ก)  เมื่อกิจกรรมที่ทำก่อนหน้าเพียงกิจกรรมเดียว  (ข)  เมื่อมีกิจกรรมที่ทำก่อนหน้ามากกว่า 1 กิจกรรม

ตัวอย่างที่ 9.2

จงคำนวณเวลาเริ่มต้นเร็วที่สุด  และเวลาแล้วเสร็จเร็วที่สุดของแต่ละกิจกรรมของข่ายงาน

 

รูปที่ 9.8  ข่ายงานสำหรับตัวอย่างที่ 9.2

วิธีทำ

สมมติให้เวลาเริ่มต้นเร็วที่สุดของกิจกรรมที่ไม่มีกิจกรรมใดนำหน้ามีค่าเป็น 0 ดังนั้นเวลาเริ่มต้นเร้วที่สุดของกิจกรรม A และ B มีค่าเป็นศูนย์  จากหลักเกณฑ์ที่ได้กล่าวมาแล้ว  เวลาแล้วเสร็จเร็วที่สุดของกิจกรรม A และ B คำนวณได้ดังนี้คือ

กิจกรรม A  :  EF = 0+8 = 8

กิจกรรม B  :  EF = 0+4 = 4

เวลาเริ่มต้นเร็วที่สุดของกิจกรรม C และ D มีค่าเท่ากับเวลาแล้วเสร็จเร็วที่สุดของกิจกรรม A ส่วนเวลาเริ่มต้นเร็วที่สุดของกิจกรรม E มีค่าเท่ากับเวลาแล้วเสร็จที่สุดของกิจกรรม B การคำนวฯเวลาแล้วเสร็จเร็วที่สุดของกิจกรรม C,D และ E ก็ทำได้เช่นเดียวกับของกิจกรรม A และ B คือ

กิจกรรม C  :  ES = 8 ; EF = 8+6 = 14

กิจกรรม D  :  ES = 8 ; EF = 8+11 = 19

กิจกรรม E  :  ES = 4 ; EF = 4+9 = 13

สำหรับกิจกรรม F เวลาเริ่มต้นเร็วที่สุด  คือ  เวลาแล้วเสร็จเร็วที่สุดของกิจกรรม C และเวลาแล้วเสร็จเร็วที่สุดของกิจกรรม F ก็สามารถคำนวณได้คือ

กิจกรรม F  ;  ES = 14 ; EF = 14+3 = 17

กิจกรรมสุดท้ายคือ G เวลาเริ่มต้นเร็วที่สุดเลือกจากเวลาแล้วเสร็จเร็วที่สุดของกิจกรรม D,E และ F โดยเลือกค่าที่มากที่สุด คือของกิจกรรม D ดังนั้น 

กิจกรรม G  :  ES = 19 ; EF = 19+1 = 20

สรุปเวลาเริ่มต้นและแล้วเสร็จเร็วที่สุดของแต่ละกิจกรรมเป็นดังนี้ คือ
  










 

 

edit @ 10 Jul 2008 10:47:38 by ๑۩۩SoDa Pink۩۩๑

edit @ 10 Jul 2008 11:02:22 by ๑۩۩SoDa Pink۩۩๑

edit @ 10 Jul 2008 11:27:54 by ๑۩۩SoDa Pink۩۩๑

^จุดเริ่มต้น^

posted on 03 Mar 2008 19:22 by opormju

 

 

วันนี้ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีเลย

ฉันมีความคิดอยากจะมี blog

เป็นของตัวเอง แต่ยังขาดความรู้

วันนี้เลยมาหัดทำกับ

http://www.exteen.com/

นี่แหละ .... หวังว่า

คงจะได้รับความช่วยเหลือ

คำแนะนำ จากเพื่อนๆนะคะ

^มือใหม่^